ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ค้นหาตน

๒๓ เม.ย. ๒๕๖๕

ค้นหาตน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๖๗. เรื่อง “เมตตาตน”

เมตตาตน...๒–๓ วันนี้ใช้ปัญญาอบรมสมาธิครับ จิตมันเอาแต่ไปคิดเรื่องเพลงหรือเรื่องที่ชอบใจ จะหมดแรง เลยมานั่งผ่อนลมหายใจ ใจมันว่า “เมตตาตน” ก็ยังนั่งงงอยู่ สักพักเริ่มมีความรู้สึกเอ่อขึ้นมา ทุกข์มาก พิไรรำพันเหมือนท่อน้ำแตก เหมือนเด็กสะอื้นเพราะหลงทางกับพ่อแม่ ใจฟากหนึ่งก็ปลอบโยนตัวเองว่า เหนื่อยมาพอแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้ว ไม่ต้องร้องแล้ว เราก็แค่คนธรรมดา พอหลังจากนั้นเห็นว่าใจดวงอื่นคงมีความทุกข์ไม่น้อยกว่านี้เหมือนกัน ไม่ควรชิงชังใคร ใจก็เกิดเมตตาขึ้นมา แล้วภาวนาต่อได้

คำถาม

๑. อารมณ์ที่สั่งสมขนาดนี้ พอจะมีอุบายจางคลายในชีวิตประจำวันไหมครับ รู้สึกที่ผ่านมาเหมือนหินทับหญ้า เลยมาแผลงฤทธิ์ตอนตั้งใจภาวนา จะคิดให้ปล่อยก็ทำได้ แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลแบบครั้งนี้ครับ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ เรื่องการภาวนาๆ เรื่องการภาวนา เวลาเราภาวนาต่อเนื่องไปๆ ถ้าจิตมันดีขึ้น คือจิตมีผู้ควบคุมดูแล

แต่โดยธรรมชาติๆ คนปล่อยปละละเลย ปล่อยปละละเลยว่า สิ่งที่ว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเราๆ

ทรัพย์สินในบ้านของเรา โจรมันยังเข้าไปลักเลย ไอ้นี่หัวใจของเราๆ หัวใจของเราถ้ามันมีสติสัมปชัญญะที่ควบคุมดูแลได้ มันคงไม่มาเกิดเป็นเราอยู่ทุกวันนี้หรอก แล้วเวลามาเกิดเป็นเราอยู่ทุกวันนี้

บุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย้อนอดีตชาติในหัวใจของท่านน่ะ ไม่มีต้นไม่มีปลาย

จิตนี้มันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง มันก็หมุนไป มันเหมือนผงธุลีที่ปลิวไปตามอากาศ แต่ผงธุลีมันก็เป็นผงธุลีนะ มันไปตกที่ไหน มันตกผลึก ถ้ามันสะสมมันก็เป็นแผ่นดินขึ้นมา แต่จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไม่มีต้นไม่มีปลาย แล้วมันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนี้ มันถึงมหัศจรรย์ไง

เวลาครูบาอาจารย์ หลวงตาท่านเป็นคนพูดคนแรก จิตไม่เคยตายๆ หลวงตาท่านเป็นคนพูดคนย้ำ

ไอ้พวกเราก็จำขี้ปากมา จิตไม่เคยตายๆ แล้วก็ยืนยันว่าจิตไม่เคยตาย แล้วก็จะคิดแบบพราหมณ์น่ะ อัตตาไง

พราหมณ์นะ เขาคิดเป็นตัวตน ไอ้พวกพราหมณ์น่ะ ไอ้พวกที่แบ่งชั้นวรรณะนั่นน่ะ เขาบอกว่าจิตนี้เป็นอาตมัน มันอวตารๆ

มันแค่อวตารๆ มันพูดไปพูดมามันเลยกลายเป็นพราหมณ์ไปเลยนะ ไม่ใช่พุทธ

เวลาพุทธ กรรมดี กรรมชั่วเท่านั้น กรรมดี กรรมชั่วเท่านั้นที่ขับดันจิตนี้ไป แล้วจิตนี้ ที่ว่าจิตนี้ที่ไม่เคยตายๆ นะ ภวาสวะ ภพไง

ที่ไหนมีจิต ที่นั่นมีภพ ที่ไหนมีภพ ที่นั่นมีตัวตน

แล้วตัวตนมันเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ละเอียดลึกซึ้งจนเข้าไปเห็นมันไม่ได้หรอก ไอ้ที่ว่าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใสๆ นี่เป็นธรรมๆ นั่นน่ะ วุฒิภาวะมีแค่นั้นน่ะ

จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส เพราะมันเป็นภวาสวะ มันเป็นตัวตน เพราะมันทำลายตัวตน ตัวตนทำลายตัวมันทั้งสิ้น พอมันทำลายตัวมัน มันก็ทำลายภพ ทำลายภพ ทำลายชาติไง นี่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง มันเป็นชั้นเป็นตอนแล้ว มันอยู่นู่นน่ะ เพราะอะไร

เพราะบุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ แล้วพอคู่ที่ ๓ กว่าจะถึงคู่ที่ ๔ ถ้าคู่ที่ ๑ เกิดอีก ๗ ชาติ มันลึกลับมหัศจรรย์ มันซับซ้อนมากมายมหาศาล แต่ครูบาอาจารย์ของเราเก็บไว้ในใจไง

แต่พวกเรา เราเป็นปุถุชนคนหนา แค่เราศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนามันก็เป็นบุญกุศลแล้ว

หลวงตาท่านพูดประจำนะ คนไม่มีบุญไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา คนไม่มีบุญไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา

เราบอกว่า อะไร ไม่มีบุญไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา คนประเทศไทย ๖๐–๗๐ ล้านคน นับถือพระพุทธศาสนาทั้งนั้นน่ะ ทำไมจะไม่มีบุญ แล้วมีบุญก็มาทุกข์มายากกันอยู่อย่างนี้ไง

ไม่มีบุญไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา

คำว่า “นับถือพระพุทธศาสนา” นะ หลวงตาท่านพูดถึงอุบาสกไง ถ้าเป็นอุบาสก อุบาสิกา มีศีล ๘ ถ้ามีศีล ๘ มันมีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ถ้ามันมั่นคงในพระพุทธศาสนา มันเชื่อเรื่องบุญ เรื่องบาป มันเชื่อเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว แล้วการกระทำที่จะเป็นความชั่ว มันมีสติสัมปชัญญะยับยั้งใจของมันไว้ สิ่งใดที่มันเป็นบาปเป็นกรรม เราพยายามจะไม่ทำๆ

มโนกรรม ถ้าไม่คิด มันก็ไม่ทำ ไอ้ที่ทำๆ มันมาจากจิตทั้งนั้นน่ะ มันมาจากความรู้สึกนึกคิด แล้วความรู้สึกนึกคิด ถ้ามันคิดออกไปแล้ว มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม มันทำของมันต่อเนื่องมันไป

ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา คนที่นับถือพระพุทธศาสนาต้องเป็นคนที่มีบุญมีกุศลไง

แล้วถ้ามีบุญกุศล เวลานับถือพระพุทธศาสนา เห็นไหม นับถือพระพุทธศาสนาต้องรู้จักศีล ๕ เริ่มต้นตั้งแต่ปาณาติปาตา อทินนา กาเม มุสา สุรา ศีล ๕ รู้จักศีล ๕ แล้วรู้จักธรรม ๕

ธรรม ๕ ไม่ปาณาติปาตาแล้วเราก็มีเมตตาต่อสัตว์ ไม่อทินนา ไม่ลักของใคร เราก็มีน้ำใจต่อคนอื่น ไม่ผิดคู่ครองของใครทั้งสิ้น แล้วไม่พูดโกหกมดเท็จ ไม่หลอกตัวเอง แล้วถ้าถึงไม่เอาสุราเมรัย ไม่เอาของสิ่งมึนเมาเข้าหัวใจของเรา ไม่เข้ามาร่างกายของเรา

มีศีล ๕ นี่พูดถึงว่าพุทธมามกะ เป็นผู้มีศีล ๕ นี่พูดถึงว่าถ้าไม่มีอำนาจวาสนาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แล้วเวลานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้าเวลาเราจะประพฤติปฏิบัติไง

แต่ก่อน ก่อนหน้านั้น เขาไม่เชื่อเรื่องมรรคเรื่องผลหรอก ในประวัติหลวงปู่เสาร์นะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังไง สมัยที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านออกประพฤติปฏิบัติใหม่ๆ ในปฏิปทาธุดงคกรรมฐาน ในประวัติหลวงปู่มั่น เวลาเห็นพระกรรมฐาน พระป่า ทางอีสานนะ เขาถือผีถือสาง เขาถือฤกษ์ถือชัยของเขา พอเห็นพระห่มผ้าสีกรักๆ เขาวิ่งหนีเลย

นี่ไง มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นนะ แต่ในภาวะสังคมสมัยนั้นเขามีความเชื่ออย่างนั้น เขามีศรัทธาอย่างนั้น พอเขาเห็นพระกรรมฐานเขาวิ่งหนีเลย เขากลัว

แล้วในประวัติหลวงปู่เสาร์ เวลาท่านไปไหน ท่านมีแม่ชี มีปะขาวไปด้วย

“ครอบครัวจะไปไหน”

เขาถากเขาถาง เขาไม่เห็นดีเห็นงามทั้งสิ้น นี่พูดถึงว่าเวลาคนยังไม่เชื่อถือไง ถ้ามันไม่เชื่อถือ

แล้วบอก ปฏิบัติไม่ได้ ปฏิบัติเป็นบ้า

แล้วเรามาดูสารคดีไง นี่ไง ที่ว่าวัดอรุณฯ ที่คนนั่งภาวนาแล้วตาย สมัยปลายอยุธยา เริ่มต้นธนบุรี รัตนโกสินทร์ ผู้ที่แสวงหาประพฤติปฏิบัติกันน่ะ เผาตัวตายในวัดในวา จนเขายังสร้างศาลอยู่นั่นน่ะ วัดอรุณฯ ไปดูสิ

เขาบอก สำเร็จแล้วเผาตัวตาย

มันจะสำเร็จได้อย่างไร เพราะไฟมันเผากิเลสไม่ได้ ตบะธรรมต่างหากเผากิเลสไง

ทุกคนแสวงหานะ ทุกคนแสวงหา ทุกคนค้นคว้า มันไม่เป็นโล้เป็นพายไง เพราะอะไร เพราะวาสนามันไม่ถึง

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเริ่มต้น ท่านก็แสวงหา ท่านก็ค้นคว้า เหมือนกับสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ต้นธนบุรีที่เขาแสวงหากัน

แต่วาสนาเขาเข้าไม่ถึงไง วาสนาเข้าไม่ถึง มันก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทฤษฎี แล้วก็ตรรกะ แล้วก็จินตนาการ แล้วก็มีศรัทธาแรงกล้า เผาตน เผาตัวตายอะไรกันร้อยแปด

แต่มากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ๒๕๐๐ ไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันเจริญที่ใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงนี่แหละ มีคนศรัทธา มีความเชื่อ ก็เริ่มจะประพฤติปฏิบัติบ้าง

เวลาปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติตามความเป็นจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำจริงจังของท่าน ธรรมะอยู่ฟากตาย ธรรมะอยู่ฟากตาย

แล้วเวลาในปัจจุบันนี้ จะลัดจะสั้น จะเอาสะดวกสบายกันทั้งสิ้น

ภาษาเรานะ มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้

แล้วเขาบอกว่า พาหิยะฟังเทศน์หนเดียวเป็นพระอรหันต์

ก็มีองค์เดียวเหมือนกัน ในสมัยพุทธกาลก็องค์เดียวเท่านั้นน่ะ เอตทัคคะ ฟังเทศน์หนเดียวแล้วเป็นพระอรหันต์ มีองค์เดียว แล้วเวลาองค์อื่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะ ๗ วัน พระสารีบุตร ๑๔ วัน เวลา ๑๔ วัน นั่งสัปหงกโงกง่วง เวลาเป็นอำนาจวาสนานะ นี่พูดถึง นี่เวลาเป็นจริง

เราอารัมภบทเพื่อว่า ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไง เวลามันดีมันก็ดี เวลาโดยทั่วไปปฏิบัติๆ เห็นไหม คนเรามันทุกข์มันยาก แค่ตรึกในธรรมๆ ตรึกธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นคือปัญญาอบรมสมาธิ เพราะอะไร

เพราะตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง แล้วเราพิจารณาโดยหลักธรรมไง กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน แล้วเวลากรรมการกระทำ มันพิจารณาของมันไป มันเห็นจริงเห็นจังนะ มันเห็นแล้วมันก็คลายทุกข์ไง

เวลามันทุกข์มันยาก มันยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ความรู้สึกของตนไง ใครมีปมอะไรในใจ มันก็ติดที่ปมในใจอันนั้นน่ะ แล้วปมในใจอันนี้มันก็แก้ไขไม่ได้ เวลามาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันวิเคราะห์วิจัยแล้ว เหตุผลมันเหนือกว่า มันดีกว่าไง นี่ตรึกในธรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปสอนพระโมคคัลลานะ ตอนที่พระโมคคัลลานะสัปหงกโงกง่วง ให้ตรึกในธรรมๆ

การตรึกในธรรมคือปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าปัญญาอบรมสมาธิ มันพิจารณาของมันไป มันก็เป็นประโยชน์กับเรา ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้าเป็นโล้เป็นพายนะ

แต่ส่วนใหญ่มันไม่ใช่ แก่นกิเลสๆ เวลาของที่แข็ง แร่ที่ดีที่สุดในโลกนี้ก็เพชร เพชรนิลจินดาแข็งมาก เวลาเขาเอากากเพชรมาตัดกระจก สิ่งที่แข็งที่มีคุณค่าก็พวกเพชร พวกแร่ธาตุ

แต่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงที่เป็นนามธรรมๆ มันคมกล้า มันวิกฤติในความรู้สึก โอ้โฮ! ยิ่งแล้วกว่านี้อีกเยอะแยะ แล้วเวลาปฏิบัติๆ จะเข้าคำถามไง

เวลานั่งปฏิบัติไปๆ เวลาปฏิบัติไปจิตมันตกไง

จิตมันเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญในการปฏิบัติ เขามีเจริญแล้วเสื่อม เจริญก็ เวลามันทุกข์มันยากขึ้นมา มันปล่อยวางได้มันก็เจริญ เดี๋ยวมันก็ทุกข์อีก

นี่เหมือนกัน เวลาปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันดีงามขึ้นมา ถ้ามันเจริญ นี้เวลาครูบาอาจารย์ของเรา พระกรรมฐานที่ประพฤติปฏิบัติ เขาถึงอยู่ในที่สงบสงัด เขาถึงอยู่ในที่วิเวกของเขา เพราะเขาจะควบคุมดูแลหัวใจของเขา แล้วถ้าควบคุมดูแลหัวใจของเขานะ

เวลาหลวงตาพระมหาบัว ตอนที่ท่านยังเข้มข้นอยู่นะ ท่านมองพระเดินไปเดินมาขาดสติ ท่านบอกว่า แหม! มันรับไม่ได้ มันรับไม่ได้ เหมือนกับนักรบออกศึก แล้วเสร่อสร่าไปให้ข้าศึกยิงทิ้งอย่างนี้ มันเศร้าใจนะ

ทหารที่ไม่รู้จักหลบหลีก ทหารไม่รู้จักพรางตัว มันเป็นทหารได้อย่างไร มันอออกไปให้เขายิงทิ้งทั้งนั้นล่ะ นักปฏิบัติเสร่อ นักปฏิบัติมันเรียบง่ายคุยฟุ้ง แล้วก็มั่วสุมกันอยู่อย่างนี้ มันไร้สาระ

นี่พูดถึงตามข้อเท็จจริงของนักปฏิบัตินะ ถ้าเวลานักปฏิบัติมันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้น นี่ข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติ คือสติสัมปชัญญะในการควบคุมตัวเอง

แต่เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะมีแบบเข้าสู่คำถามนี้ไง เวลาปฏิบัติไปแล้ว ถ้ามันสมดุลพอดีขึ้นมา มันก็สมดุลพอดีขึ้นมา แล้วเราดูสิ ฤดูกาลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใช่ไหม แล้วอารมณ์ความรู้สึกของคนมันไม่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหรือ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทีนี้การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ใครจะควบคุมใจของตนให้ดีงาม

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัตินะ ท่านมีสติสัมปชัญญะของท่าน ผู้ใดที่ทำสมาธิได้ ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก

ชำนาญในวสีๆ หลวงปู่เจี๊ยะท่านชอบพูดมาก ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก

นี่ผู้ที่ปฏิบัติจริง เพราะหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ พระอรหันต์ทั้งนั้นน่ะ แล้วพระอรหันต์ ตอนที่ล้มลุกคลุกคลานเริ่มต้นปฏิบัติมา มีองค์ไหนบ้างที่สะดวก แล้วมีองค์ไหนบ้างที่มันลอยมาจากฟ้า แล้วมีองค์ไหนบ้างที่มันทำแล้วมันจะยืนยันความจริง

มันล้มลุกคลุกคลานมาทั้งนั้นน่ะ แต่ท่านจริงจังในใจของท่าน

ฉะนั้น เวลาที่ปฏิบัติ เขาบอกว่า เวลาปฏิบัติไปแล้วมันคิดแต่เรื่องเพลง

นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะท่านอยู่ในป่าไง สงกรานต์มีคนร้องรำทำเพลงมา มันก็คิดอย่างนี้ แต่ท่านพลิกกลับเลย เราก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เพราะเราเห็นโทษความเป็นคฤหัสถ์ เราถึงมาบวชเป็นพระ แล้วบวชเป็นพระแล้วเรายังพยายามดั้นด้นขึ้นมาถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นด้วย แล้วหลวงปู่มั่นท่านเป็นอะไร เป็นพระอรหันต์ ท่านคุ้มครองดูแลเราอยู่ แต่กิเลสมันก็เพ่นพ่านขึ้นมา เวลามันแลบขึ้นมา เวลาความคิดมันโผล่มาในหัวใจ

ก็เหมือนกับคำถาม มันคิดแต่เรื่องเพลง คิดแต่เรื่องที่ชอบใจจนหมดแรง เวลานั่งจนผ่อนลมหายใจนะ

นี้ยังดี ดีที่ว่าสติสัมปชัญญะมันกลับมาไง ใจมันว่า คือความคิดมันเกิดไง ให้เมตตาตน นั่งคอตกอยู่อย่างนั้นน่ะ

คำว่า “เมตตาตน” นี่ธรรมเกิด เวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้ามีอำนาจวาสนาอยู่บ้าง มันจะมีคุณธรรมโผล่ขึ้นมา

หลวงตาพระมหาบัวเวลาท่านบอกว่า โลกนี้ว่างหมดเลย ท่านติดในความว่างนั้นน่ะ หลวงตาท่านบอกเลย ธรรมะมาเตือน ธรรมะมาเตือน ธรรมะมาเตือนเลยนะ สัจธรรม

นี่ไง ที่หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในทางเชียงใหม่ อยู่ในป่าไง แล้วเวลาเข้ามากรุงเทพฯ ไง สมเด็จท่านถาม “เราอยู่กับกองตำรา เรายังต้องเปิดตำราตลอด ท่านอยู่ในป่า ท่านไปศึกษามาจากไหน”

“ผมฟังเทศน์ทั้งวันทั้งคืนเลยครับ”

นี่เวลาธรรมมันเกิด

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ไม่ต้องปรึกษาใคร ปรึกษาพระธรรม ปรึกษาพระธรรมในทางจงกรมไง ในทางจงกรม ในการนั่งสมาธิภาวนา ปรึกษาพระธรรมด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ธรรมมันเกิด มันทะลุปรุโปร่ง มันเข้าใจได้

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ธรรมมาเตือน ธรรมมาเตือนนะ ให้เมตตาตน นั่งงอยู่เลยนะ เวลานั่งง เวลาความรู้สึกมันกลับมา พิร่ำพิไรเหมือนท่อน้ำแตก สะอึกสะอื้น

เพราะธรรมะมาเตือนไงว่าเราหลงผิด กิเลสมันมีกำลังมากกว่า มันก็คิดถึงเพลงไง คิดถึงสิ่งที่ชอบใจไง เพราะอะไร

เพราะเราเคยทุกข์เคยยากมา แล้วเราพยายามจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลาเราประพฤติปฏิบัติแล้วเราก็มีความสุขอยู่บ้าง เราก็มีความสงบอยู่บ้าง นั่นล่ะที่ทำแล้วเราได้ผล

แต่เวลาสิ่งที่มันน้ำขึ้นน้ำลงไง เวลามันดีขึ้นมันก็ดีอย่างนั้นน่ะ เวลาทำแล้วถ้าคุ้นชิน แล้วไม่มีสติสัมปชัญญะการรักษา มันก็เป็นแบบนี้ไง เวลามันท้อแท้ เวลากำลังมันเบาบางลงไง

ไอ้ที่ว่าใช้ปัญญาๆ ถ้าไม่มีสัมมาสมาธิใช้ปัญญาไป สัญญาทั้งนั้น แล้วถ้าเป็นสัมมาสมาธิแล้วใช้ปัญญาไป สมาธิมันอ่อนลง มันก็เป็นสัญญาวันยังค่ำ

เวลาใช้ปัญญาๆ ปัญญามันเกิดขึ้นอย่างไร สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา สถานะของปัญญาที่มันเกิดจากจิตมันแตกต่างกันอย่างไร

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาแล้วรู้แจ้งหมดน่ะ มันรู้หมดน่ะ ความคมของปัญญาระดับไหน มันจะเป็นโลกียะหรือโลกุตตระ ชัดๆ

ถ้าโลกียะก็เป็นโลกียะอยู่วันยังค่ำ โลกียะคือปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าโลกุตตระๆ จิตเห็นอาการของจิต จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วจิตยกขึ้นสู่วิปัสสนา

แล้วถ้าปัญญามันเกิด มันไม่เกิดอย่างนี้หรอก มันเกิดโดยคุณธรรม มันไม่ได้เกิดจากสัญญา เกิดจากตบแต่งของใจ ไม่มี ไม่มีหรอก นี่พูดถึงตามข้อเท็จจริงไง

ฉะนั้นบอกว่า  เวลามันทุกข์ขึ้นมา พิร่ำพิไรจนเหมือนท่อน้ำแตก

คือได้สติสัมปชัญญะกลับมาไง แล้วปัญญาก็เกิดไง บอกว่าไม่ต้องกลัว ไม่ต้องร้องไห้ เราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ใช่ เพราะเวลามันกลัว เวลามันตกใจ มันเป็นไปได้ ทีนี้ถ้าสติปัญญาอย่างนี้มันเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นของมันอย่างนั้น แล้วมันดีขึ้นๆ เวลาทำไป ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติมันจะได้ประสบกับความจริง แล้วเวลามันมาคุยกันเรื่องธรรมะปฏิบัติๆ มันไม่เชื่อหรอกว่าไอ้ที่ว่าทำง่ายๆ ได้ง่ายๆ

ทำง่ายๆ ได้ง่ายๆ มันก็เป็นสติกเกอร์ไง เวลาเด็กๆ มันเล่นแปะที่มือเป็นรูปหมดน่ะ นี่ก็เหมือนกัน ของเล่น ไม่ใช่ของจริง เวลาของจริง ของจริงมันต้องจริงขึ้นมาจากความเป็นจริง เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเกิดตามข้อเท็จจริงนั้น แล้วเกิดตามข้อเท็จจริงนั้นแล้วมันอย่างว่า ปุถุชน กัลยาณชนนะ

ปฏิบัติใหม่ๆ ปุถุชนทั้งนั้นน่ะ ปุถุชนคนหนาควบคุมอารมณ์ของตนไม่ค่อยได้หรอก แล้วทำได้ยากมาก ถ้าฝึกหัดจนชำนาญแล้วมันจะเป็นกัลยาณชน แล้วถ้าเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันจะไปปฏิบัติ

แล้วเวลาเป็นปุถุชนมันรู้มันเห็นต่างๆ นั่นก็เป็นนิมิต นิมิตก็เครื่องหมายบอก นิมิตก็คืออารมณ์ความรู้สึกที่มันแปะนั่นน่ะ จิตมันไปแปะนู่นแปะนี่ แล้วก็รู้นั่นรู้นี่ไป มันเรื่องธรรมดา แต่เราก็ต้องฝึกหัด

ถ้ามันเป็นจริงแล้ว วาง วาง วาง ไม่ต้องไปห่วง ไม่ต้องกังวลว่าเราจะเป็นคนโง่ เราจะไม่มีสติปัญญา วาง วางเพื่อความมั่นคงของใจ วางเพื่อจิตตั้งมั่น วางเพื่ออุดมการณ์ ถ้าวางเป็นนะ

แต่มันไม่ยอมวางน่ะสิ มันกลัวโง่ ถ้าคิดเยอะแล้วมันจะเก่ง

คิดไปเถอะ คิดจนตาย แต่ถ้ามันเข็ดนะ เพราะมันรู้เลย ไร้สาระ มันไร้สาระเพราะอะไร เพราะมันเปลือกน่ะ มันเป็นเปลือก มันยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไร

เราหวังพ้นทุกข์ เราหวังเป็นบุคคล ๔ คู่ คู่ ๑ คู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ๔ อะไรก็ได้ ขอให้ได้ แล้วถ้าได้มันต้องได้ตามความเป็นจริง แล้วมันได้แล้วมันยืนยันกลางหัวใจ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันมายืนยันกับตู้พระไตรปิฎกเลย ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ พระไตรปิฎกนอก มันยืนยันโดยพระไตรปิฎกในที่มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริงในใจนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เห็นไหม

เราตั้งใจของเรา ยังล้มลุกคลุกคลานต่อไปในการปฏิบัติ เพราะอะไร

เพราะธรรมทายาท หลวงปู่มั่นท่านเฟ้นแล้วเฟ้นอีกนะกว่าจะได้สักองค์สององค์ หลวงตาพระมหาบัวท่านก็เฟ้นของท่าน ท่านก็ได้อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่ลี นี่ของจริง นี่ท่านก็เฟ้นของท่าน แล้วท่านก็ส่งต่อของท่านไง ฉะนั้น สิ่งที่ข้อเท็จจริงของท่าน

ไอ้ที่เราล้มลุกคลุกคลานมันเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันก็ย้อนกลับมา เขาบอกว่า พอมันได้คิดนะ ไม่ควรชิงชังใคร ใจก็เกิดเมตตาขึ้น แล้วภาวนาต่อได้ นี่คำถาม

เราจะไม่ชิงชิงใคร เราจะต้องมีเมตตาต่อตนเอง เมตตาตนๆ เมตตาตนก็เมตตาหัวใจดวงนี้ เพราะมันฉลาดไง มันถึงรักษาหัวใจของตน ดูแลหัวใจของตนไง

คำถาม ๑. อารมณ์ที่สั่งสมมาขนาดนี้ พอจะมีอุบายจางคลายในชีวิตประจำวันครับ รู้สึกที่ผ่านมาเหมือนหินทับหญ้า

นี่ไง ผ่านมาเหมือนหินทับหญ้า มันก็เป็นหินทับหญ้าอยู่แล้ว ทำสมาธิๆ มันหินทับหญ้า หินทับหญ้าแล้วมันยังจับต้นชนปลายสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เวลาไปจับต้นชนปลายเป็นชิ้นเป็นอัน คือจิตสงบระงับแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วถ้าสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงแล้ว ถ้ามันปฏิบัติแล้วมันจะเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เหมือนคนทำงานเป็น

คนทำงานเป็น เชฟใหญ่ เขาจะทำอาหารของเขา เขาจับอะไรสิ่งใดมันเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้น ไอ้เราไปยืนดู คิดว่าจะทำได้ แต่ทำแล้วทำไม่ได้ แต่ถ้าฝึกหัดๆ ไป ฝึกหัดจนชำนาญก็ต้องทำได้ เพราะคนที่ทำได้ มันทำได้จากหัวใจดวงนั้นไง

ฉะนั้นบอกว่า ที่ปฏิบัติผ่านมาเหมือนหินทับหญ้า

แน่นอน หินทับหญ้า แต่หินทับหญ้า หญ้าก็ไม่เกิดไง ถ้าหญ้าเกิดมันก็ทุกข์ไง หญ้าก็เหมือนอารมณ์ความรู้สึกที่มันทุกข์ตรมในหัวใจ หินทับหญ้าๆ หินก็ทับอารมณ์ไว้ ทับความทุกข์ไว้ มันจะเสียหายตรงไหน แต่หินทับหญ้าๆ แต่เราก็ไม่พัฒนาขึ้นมาไง

ถ้าเราพัฒนาขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจ เวลาพัฒนาขึ้น สิ่งที่ว่าไปชอบเพลง ไปชอบใจ ไปชอบสิ่งที่มันตามพอใจ จนเวลามันเปิดหินขึ้นมา หินขึ้นมา ความรู้สึกมันก็เกิดขึ้นมา พอเกิดขึ้นมา เวลาเราไม่มีสติปัญญาเท่าทันมัน ธรรมะ ธรรมะ ธรรมะ ธรรมะที่เราฝึกหัดฝึกฝนมามีพื้นฐาน เห็นไหม รู้จักให้เมตตาตนไง นี่เตือนขึ้นมาเลยนะ ใจมันก็บอกว่าให้เมตตาตน

ให้เมตตาตนก็เมตตาตัวเรานี่ไง เมตตาเราด้วยสติด้วยปัญญานี่ไง ถ้าเมตตาด้วยสติปัญญาขึ้นมา มันก็เหมือนน้ำพรั่งพรู มันสะอึกสะอื้นเลย มันสะเทือนใจไง

ก็คิดจะไปเมตตาใครล่ะ จะไปช่วยเหลือใครล่ะ จะปฏิบัติอะไรล่ะ

ก็ปฏิบัติเพื่อศีล เพื่อสมาธิ เพื่อปัญญา เพื่อมาแก้กิเลสนี่ไง

มันปฏิบัติไว้ ไม่รู้สิ่งใด ปฏิบัติก็วางไว้ๆ ก็หินทับหญ้าไง หินทับหญ้าก็เป็นความสุขระดับหนึ่งไง

นี่ไง การปฏิบัติมันถึงบอก อู้ฮู! ถ้าบุคคล ๔ คู่ นู่น นู่น นู่น อีกไกล นู่นน่ะ แต่ก็ไปจากนี่ ไปจากที่เราขยันหมั่นเพียรนี่ เราก็ต้องขยันต้องหมั่นเพียรของเราไป แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราไป

เวลาที่มันจะแผลงฤทธิ์อะไรขึ้นมา สิ่งที่มันแผลงฤทธิ์ขึ้นมา ควรภาวนาอย่างไร

มันต้องเกิดอย่างนี้แหละ มันถึงจะได้รู้จักว่ากิเลสมันโหดร้ายอย่างไร ไม่อย่างนั้น พอจิตมันสงบ โอ้โฮ! อย่างกับพระอรหันต์เลยนะ อะไรก็ดีไปหมดเลย พอเดี๋ยวกิเลสมันเกิดนี่ไง ถึงว่าจะให้รู้จักกิเลสไง ต้องรู้จักมัน เห็นมัน แล้วน่ากลัว แล้วเราถึงต้องค่อยๆ จะแก้ไขมัน นี่พูดถึงค่อยๆ แก้ไขมัน มีฤทธิ์มีเดช

ฝึกหัด ประสบการณ์ทำซ้ำๆๆ มันจะทำให้ฉลาดขึ้น ทำให้เราดีขึ้น มันจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ การประพฤติปฏิบัติ เขาปฏิบัติกันแบบนี้ มันไม่ลอยมาจากฟ้า แล้วมันไม่ใช่ว่ามันจะหยิบยื่นให้ใคร มันต้องเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แล้วฝึกหัดของเราตามความเป็นจริง จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๖๘. เรื่อง “อยากให้ผู้อื่นเข้าใจ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ การที่เราอยากให้ผู้อื่นเข้าอกเข้าใจเรา นี้เป็นกิเลสตัวหนึ่งไหมคะ แล้วเป็นกิเลสประเภทใด และต้องใช้ปัญญาแบบไหนจึงจะให้เบาบางลงได้คะ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : โดยธรรมชาติของกิเลสมันเป็นแบบนั้น กิเลสมันอยากอยู่หัวเรานะ กิเลสมันอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก แล้วมันก็จะไปนั่งบนหัวใจของคนอื่น

หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดเอง เวลาเรามีสติสัมปชัญญะ เราฝึกหัดปฏิบัติของเรานะ กิเลสมันก็นอนหลับ นอนหลับพักผ่อนอยู่ในภวาสวะ ในภพ ในใจนี่แหละ แล้วถ้าเราเผลอ มันตื่นขึ้นมาไง แล้วมันก็ขี้รดหัวใจ มันขี้รดหัวใจ แล้วมันก็นอนเล่นนะ ไอ้เราพอสะลึมสะลือมา ได้กลิ่นขี้ไง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงไง อู๋ย! ทุกข์ๆ บ่นทุกข์ใหญ่เลย

กิเลสมันขี้รด ขี้รดบนหัวใจของเรา เพราะกิเลสมันขี้รดบนหัวใจโดยธรรมชาติของมันไง ทีนี้โดยธรรมชาติของมัน เห็นไหม

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาคำถามๆ ไง การที่อยากให้คนอื่นเขาเข้าอกเข้าใจเรา ถือเป็นกิเลสตัวหนึ่ง

กิเลสวันยังค่ำน่ะ อยู่เฉยๆ ก็กิเลส

ตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาคือความอยากได้อยากดี ภวตัณหา การผลักไส วิภวตัณหา ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาคือสมุทัย สมุทัย คือเฉยๆ มันก็คือเป็นสมุทัย เฉยๆ มันก็เป็นสมุทัย เพราะตัวมันเป็นตัวกิเลสไง มันเป็นกิเลสวันยังค่ำ

ทีนี้พอกิเลสวันยังค่ำ กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด ละเอียดสุด กิเลสมันหลายซับหลายซ้อน แล้วกิเลสมันก็อย่างนี้ มันต้องการให้คนอื่นยอมรับนับถือ มันเป็นเรื่องของกิเลสเลย มันจรมาไง

ชาติ ชาติปิ ทุกฺขา คือความทุกข์อย่างยิ่ง อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ มันจรมาๆ มันปลายแถว มันจรมาไง เพราะมันจรมา มันเล็กๆ น้อยๆ นะ มันเป็นเรื่องไร้เหตุผลมากเลย แต่มันทำให้สังคมฟัดกันอยู่นี่ไง มองหน้าทำไม ห้ามมองหน้า มองหน้า โดนยิงตายเลย ไปมองหน้า

ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าไอ้นี่ใคร ก็พยายามจะดูว่ามันใคร เพื่อทำความเข้าใจ เขาหาว่าไปมองหน้าเขา เขายิงทิ้งเลย

อยากให้เขารู้จัก

อยากให้เรารู้จักถึงจะถูกต้อง เราต่างหากเป็นคนที่แก้ไข ถ้าเราแก้ไขหัวใจของเรา เรายังไม่เข้าใจตัวของเราเองเลย แล้วเราจะให้คนอื่นเข้าใจเราได้อย่างไร

ถ้าเราจะเข้าใจตัวของเราเอง เห็นไหม เราเป็นชาวพุทธไง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ความดีวัดกันที่ศีล ไม่ใช่วัดกันที่ความรู้สึก ไม่ใช่วัดกันที่ทิฏฐิมานะของใคร

ทิฏฐิมานะของใคร พ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างไร เขามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร เขาก็เอาความรู้สึกนึกคิดไปวัดคนอื่น

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าเขาไม่ผิดศีลผิดธรรม เขามีคุณงามความดี นั้นเขาเป็นบุคคลที่เป็นคนดีคนหนึ่ง

เราก็เหมือนกัน ถ้าว่าเราอยากให้ผู้อื่นเข้าใจเรา แล้วเราเข้าใจตัวเราหรือเปล่า ถามตัวเอง รู้จักตัวเราหรือเปล่า ไม่รู้จัก

พระสงบ รู้จักพระสงบ ตัวพระสงบหรือเปล่า ไม่รู้จัก แต่สอนแต่คนอื่นอยู่นี่ แล้วตัวมันน่ะไม่รู้จักพระสงบนะเว้ย ตัวกูเอง กูไม่รู้จักตัวกูเองเลยนะ แต่คนอื่นกูรู้นะ กูสอนเขาทั่วเลย

แต่ถ้าเราฝึกหัด แค่ทำความสงบๆ หลวงตาท่านพูดประจำ แล้วนักปฏิบัติจริงเขารู้อย่างนั้น ถ้าคนจะทำสมาธิ เขาจะระมัดระวังของเขา เขาจะไม่คลุกไม่คลี คลุกคลี อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ เรื่องของเราแม่งเต็มหัวใจ ยังไปฟังคนนู้นทุกข์ๆ

ทุกข์ของเรานี่ เราเล่าให้เราฟังสิ เราไม่พอใจเรื่องอะไรบ้าง เราเอาความทุกข์ของเราเล่าให้เราฟัง มันยังรับไม่หมดเลย แล้วจะไปรับทุกข์ของคนอื่นมาอีก อู้ฮู! วุ่นวาย

ถ้าคนไม่เอา เรื่องของเขา มันเรื่องของเรา ใครจะดี ใครจะชั่วมันเรื่องของเขา เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติของเรา นี่ไง เราจะเข้าใจตัวเราไง

นี่เราอยากให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

อีก ๕๐๐ ชาติ เป็นไปไม่ได้

อยากให้คนรักเรา เห็นไหม นักการเมืองเขียนกฎหมายให้รักกู เขียนบังคับเลย ต้องรักกูคนเดียว ไม่มีหรอก

แต่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ อย่าทะเลาะกัน ไม่ต้องมารักเรา ให้ร่วมสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เห็นไหม ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านไม่ต้องการให้ใครรัก ท่านทำทิ้งเหวไง ทำประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อโลก ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน ไม่ต้องการ ไม่อยากได้อะไร ไม่ต้องการอะไร ทำเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่น แต่คนรักทั้งประเทศเลย

นี่ก็เหมือนกัน อยากให้คนอื่นเข้าใจเรา

ใครจะเข้าใจ

เราทำความดีของเรา เราเข้าใจตัวของเราเอง แล้วสิ่งที่ทำดีงามแล้ว ถ้าเราเข้าใจตัวเราได้ก็จบไง

อยากให้คนยอมรับๆ พระอนาคามียังมีกิเลสตัวนี้เลย พระอนาคามีก็อยากดังอยากใหญ่ พระอนาคามี เป็นที่โต้แย้งเถียงกันเรื่องธรรมะ กลัวเขาจะไม่เชื่อไง

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ ตึ๊บ! เชื่อไม่เชื่อก็เรื่องของเขา ไม่เดือดร้อนใคร พระอรหันต์นะ ไม่เดือดร้อนใคร ใครก็ไม่เดือดร้อน มันเรื่องของเขา

แต่พระสารีบุตรไปเจอพระอัสสชิ ตามพระอัสสชิไปเลย ขอฟังธรรม

แต่ถ้าเขาอยากฟังธรรม เขาอยากแก้ไข เขาอยากแสวงหาความจริง ถามมาสิๆ ถามมา จะบอก

แต่ถ้าจะไปบอกเขาๆ ไร้สาระ นี่ไง พระอนาคามี กิเลสของพระอนาคามี ไปเปิดพระไตรปิฎก อยากให้เขายอมรับ อยากดังอยากใหญ่ พระอนาคามีนะ

พระอรหันต์จบ เรื่องของเขา ไม่มีมานะ ๙ จบครับ ไม่มีมานะ ไม่มีอหังการ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ถ้าอยากรู้ ถาม อยากรู้ ถามมาสิ ถ้าถามมาก็จบไง

นี่พูดถึงว่า อยากให้คนอื่นเข้าใจ แล้วมันเป็นกิเลสตัวหนึ่งใช่ไหม

มันยิ่งกว่าใช่อีก

แล้วมันเป็นกิเลสประเภทใด

กิเลสประเภททำให้หลงไง กิเลสมันประเภทจุดไฟเผาตัวเองไง กิเลสทำให้ตัวเองไม่มั่นใจไง

ไม่ต้องไปหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มันเรื่องของเขา เราสร้างคุณงามความดีของเรา แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติของเรา

เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา เราทำความดีเพื่อความดีในหัวใจของเรา ถ้ามันดีขึ้น ตั้งสติสัมปชัญญะแล้วทำขึ้น แต่มันยาก มันยากเพราะคนเรามีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วเราไม่เข้าใจในสิ่งใด แม้แต่ดอกเตอร์ทุกดอกเตอร์ ดอกเตอร์เขาก็แต่ละสาขา ดอกเตอร์ๆ มันก็เถียงกันไม่มีวันจบอยู่นั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ารู้จักกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน จบ จบที่ใจนี้ ไม่ต้องไปหวั่นไหวกับใคร ไม่ต้องให้ใครยอมรับ ไม่ต้องไปหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก จบที่หัวใจดวงนี้ จบ เอวัง